Ulthera

พอเข้าเลข 3 หรือเริ่มสังเกตว่าแก้มเริ่มตก กรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม มีเหนียงบาง ๆ ใต้คาง หลายคนก็เริ่มมองหาวิธียกกระชับหน้า แต่ก็ยังไม่พร้อมจะไปถึงขั้นผ่าตัดดึงหน้า เพราะกังวลทั้งเรื่องแผล เวลาพักฟื้น และความเสี่ยง

Ulthera คือคำตอบของคนกลุ่มนี้ เพราะเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกได้ถึงชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงหน้า แต่ทำได้โดยไม่ต้องมีแผลผ่าตัด บทความนี้ทีมแพทย์ Mori Clinic จะพาไปรู้จัก Ulthera แบบครบทุกมุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ความเหมาะสม ผลลัพธ์ ไปจนถึงข้อเปรียบเทียบกับเครื่องยกกระชับตัวอื่น

Ulthera คืออะไร

Ulthera (อัลเทอร่า) คือนวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าด้วยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงแบบโฟกัส (Focused Ultrasound) ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา จุดเด่นสำคัญคือสามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อและพังผืดที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า จึงให้ผลลัพธ์การ “ยกหน้า” ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น

อีกหนึ่งความพิเศษของ Ulthera คือมีระบบมองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ (Real-time Imaging) ที่ช่วยให้แพทย์เห็นชั้นผิวก่อนปล่อยพลังงาน จึงยิงได้ตรงตำแหน่งและปลอดภัยยิ่งขึ้น

หลักการทำงานของ Ulthera

Ulthera-หลักการทำงาน

Ulthera ทำงานด้วยการปล่อยพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสเป็นจุดเล็ก ๆ (Micro-focused Ultrasound) ลงไปใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดจุดความร้อนสะสมเฉพาะจุด (Thermal Coagulation Point) โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ความร้อนนี้จะกระตุ้น 2 กลไกสำคัญ

  • การหดตัวทันที (Immediate Contraction) ของเนื้อเยื่อและคอลลาเจนเดิม ทำให้เห็นการกระชับตั้งแต่ช่วงแรก
  • การสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) ที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังทำ ทำให้ผิวตึงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

หัวยิงของ Ulthera ปรับความลึกได้หลายระดับ โดยทั่วไปคือ 1.5 มม. (ชั้นผิวหนังแท้ตื้น) 3.0 มม. (ชั้นหนังแท้ลึก) และ 4.5 มม. (ชั้น SMAS) ทำให้แพทย์เลือกความลึกให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งบนใบหน้าได้

ยกชั้น SMAS คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

Ulthera-ความลึกชั้นผิว

SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) คือชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อใบหน้า ทำหน้าที่เหมือน “โครงยึด” ที่พยุงผิวและไขมันบนใบหน้าให้อยู่เข้าที่ เมื่ออายุมากขึ้น ชั้น SMAS จะหย่อนตัวลง ทำให้แก้มตก ร่องแก้มลึก และกรอบหน้าเบลอ

การผ่าตัดดึงหน้าคือการเข้าไปจัดการที่ชั้น SMAS โดยตรง จุดเด่นของ Ulthera คือสามารถส่งพลังงานลงไปกระตุ้นชั้น SMAS ให้หดกระชับได้เช่นกัน แต่ทำผ่านผิวโดยไม่ต้องเปิดแผล จึงถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนที่อยากได้ผลลัพธ์ระดับยกกรอบหน้าแบบไม่ต้องขึ้นเตียงผ่าตัด

Ulthera เหมาะกับใคร

Ulthera-เหมาะกับใคร
  • ผู้ที่มีผิวหน้าหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แก้มเริ่มตก กรอบหน้าไม่ชัด
  • ผู้ที่มีเหนียงใต้คาง อยากเก็บกรอบหน้าให้เรียวขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับแบบเป็นธรรมชาติ ไม่อยากดูโป๊ะ
  • ผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้น อยากทำแล้วกลับไปใช้ชีวิตได้ทันที
  • ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไปที่คอลลาเจนเริ่มลดลง หรืออายุน้อยที่ต้องการดูแลเชิงป้องกัน

ข้อดี–ข้อเสียของ Ulthera

ข้อดี

  • ลงลึกถึงชั้น SMAS ให้ผลยกกระชับชัดเจน
  • มีระบบมองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ จึงแม่นยำและปลอดภัย
  • ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น
  • กระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง ผลลัพธ์อยู่ได้นานหลักปี

ข้อเสีย / ข้อควรพิจารณา

  • ระหว่างทำอาจรู้สึกร้อนหรือจี๊ดลึก ๆ เป็นจังหวะ (ขึ้นกับระดับพลังงานและความไวของแต่ละคน)
  • ราคาสูงกว่าเครื่องยกกระชับทั่วไป เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ให้ผลลึก
  • ผลลัพธ์เต็มที่ต้องรอการสร้างคอลลาเจน ไม่ได้ตึงสุดในวันเดียว

Ulthera ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  • ยกกระชับแก้มที่เริ่มตก เก็บกรอบหน้าให้คมขึ้น
  • ลดเหนียงและความหย่อนใต้คาง
  • ยกหางคิ้วและมุมปากที่เริ่มตก
  • ลดเลือนร่องแก้มและริ้วรอยจากผิวหย่อน
  • กระชับผิวบริเวณลำคอ

Ulthera เห็นผลเมื่อไร

  • เห็นการกระชับเบื้องต้นได้ทันทีหลังทำประมาณ 20–30% จากการหดตัวของคอลลาเจนเดิม
  • ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วง 2–3 เดือน เมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้น
  • ใช้เวลาทำประมาณ 30–60 นาที ขึ้นกับบริเวณและจำนวนช็อต

Ulthera อยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไปผลลัพธ์ของ Ulthera อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวเดิม จำนวนช็อตที่ทำ และการดูแลตัวเอง แนะนำให้ทำซ้ำทุกประมาณ 1–1.5 ปี เพื่อคงความกระชับต่อเนื่อง และควรดูแลผิวด้วยการกันแดด พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เร่งการเสื่อมของคอลลาเจน

Ulthera vs Ultraformer ต่างกันอย่างไร

Ulthera-เทียบเครื่องอื่น

ทั้งคู่เป็นเครื่องยกกระชับกลุ่มอัลตราซาวด์ (HIFU) เหมือนกัน แต่มีจุดเน้นต่างกัน

หัวข้อ Ulthera Ultraformer
ระบบภาพชั้นผิว มองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ไม่มีระบบเห็นภาพชั้นผิว
ลักษณะพลังงาน โฟกัสเข้มข้นเป็นจุด เน้นยกลึก กระจายพลังงานหลายรูปแบบ นุ่มนวลกว่า
ความรู้สึกขณะทำ อาจเจ็บกว่าเล็กน้อย เจ็บน้อยกว่า
จุดเด่น ยกกระชับชัด ลงลึกถึง SMAS ทำได้หลายบริเวณ ปรับรูปหน้าและงานผิว

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าเน้นยกกระชับลึกและกรอบหน้าชัด Ulthera ตอบโจทย์ ส่วน Ultraformer เด่นเรื่องความยืดหยุ่นในการทำหลายบริเวณและความสบายระหว่างทำ

Ulthera vs XERF ต่างกันอย่างไร

Ulthera ใช้พลังงานอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ที่โฟกัสลงจุดลึกถึงชั้น SMAS เน้น “ยกกระชับ” ส่วน XERF ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ที่ส่งความร้อนแบบกระจายในชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน เน้น “ความแน่นของผิว” และดูแลรูขุมขน

  • อยากยกกรอบหน้าและเก็บเหนียงแบบชัด ๆ → Ulthera เหมาะกว่า
  • อยากได้ผิวแน่น เรียบเนียน รูขุมขนกระชับ → XERF เหมาะกว่า
  • หลายเคสแพทย์อาจแนะนำทำร่วมกันเพื่อผลลัพธ์รอบด้าน

Ulthera ราคาเท่าไร

ราคา Ulthera ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนช็อต (Shot) หรือไลน์ที่ใช้ บริเวณที่ทำ รุ่นของหัวยิง และโปรแกรมที่แพทย์ออกแบบให้เฉพาะบุคคล โดยทั่วไปจัดเป็นหัตถการระดับพรีเมียมเพราะให้ผลลึกถึงชั้น SMAS

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ทำ Ulthera เจ็บไหม

A: ระหว่างทำอาจรู้สึกร้อนหรือจี๊ดลึก ๆ เป็นจังหวะตามการปล่อยพลังงาน ซึ่งแพทย์สามารถปรับระดับพลังงานและใช้วิธีลดความเจ็บให้อยู่ในระดับที่รับได้ อาการจะหายทันทีหลังทำ

Q: ทำ Ulthera แล้วต้องพักฟื้นไหม

A: ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำอาจมีแดงหรือบวมเล็กน้อยและหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน สามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตได้ตามปกติ

Q: อายุน้อยทำ Ulthera ได้ไหม

A: ได้ หลายคนเริ่มทำตั้งแต่อายุ 30 ต้น ๆ เพื่อดูแลเชิงป้องกันก่อนที่ผิวจะหย่อนมาก แพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

Q: ทำ Ulthera บ่อยแค่ไหน

A: โดยทั่วไปแนะนำทำซ้ำทุก 12–18 เดือน เพื่อคงความกระชับ ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิวและผลลัพธ์ของแต่ละคน

สนใจปรึกษาหรือนัดหมาย

โมริ คลินิกเวชกรรม (Mori Clinic)

ปรึกษาแพทย์ฟรี ก่อนตัดสินใจทำทุกหัตถการ

โทร. 081-783-5646   |   LINE: @moriclinic

เปิดบริการทุกวัน 10:00 – 21:00 น.

517 โครงการ Little Walk (D1-7) ถ.พรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170